เนื่อง จากมีการใช้กระดาษกันอย่างกว้างขวาง จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรฐานของขนาดกระดาษขึ้นนอกเหนือจากการกำหนด มาตรฐานด้านอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อสะดวกต่อการใช้งานและการสื่อสารกัน ตลอดจนการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน |
มาตรฐานของขนาดกระดาษ ISO 216
มาตรฐานขนาดกระดาษในระบบ ISO 216ได้ถูกกำหนดขึ้น โดยมีพื้นฐานแนวคิดมาจากมาตรฐานระบบ German DIN 476 จุดเด่นของมาตรฐานนี้คือเมื่อนำกระดาษที่มีขนาดตามที่กำหนดไว้มาพับครึ่ง ขนาดของกระดาษที่พับแล้วยังคงมีสัดส่วน (อัตราส่วนของด้านสูงกับด้านกว้าง) เดียวกับขนาดก่อนพับ และหากพับครึ่งไปอีก ขนาดใหม่ก็ยังคงมีสัดส่วนเดียวกันหมด ประโยชน์ทีได้คือเมื่อนำกระดาษไปตัดแบ่งไปใช้งานตามมาตรฐานนี้ จะไม่เกิดการเสียเศษหากมีงานที่ต้องการย่อส่วน เพื่อให้ได้ผลตามที่หลักการที่กำหนด ได้มีการคำนวณและพบว่าอัตราส่วนความสูงหารด้วยความกว้างจะเท่ากับ สแควร์รูทของสอง (1.4142) และยังพบว่าระยะความกว้าง, ความสูงของขนาดพับครึ่งแล้วจะลดลงเป็น 70.7% จากเดิมเสมอ
|

|
มาตรฐานรหัสชุด A
มาตรฐานขนาดกระดาษชุด A เป็นมาตรฐานในระบบ ISO ซึ่งเป็นระบบเมตริก จะกำหนดรหัส A0 ให้มีขนาดพื้นที่เท่ากับ 1 ตารางเมตร จากการคำนวณจะได้ขนาดของ A0 เท่ากับ 841 x 1189 มิลลิเมตร เมื่อทำการแบ่งครึ่งจากขนาด A0 ดังกล่าว ขนาดใหม่ที่ได้ตั้งเป็นรหัส A1 หากทำการแบ่งไปเรื่อย ๆ ก็จะได้รหัส A2, A3, A4 .... มาตรฐานชุดนี้ เป็นมาตรฐานที่สร้างความคุ้นเคยและถูกนำใช้กันแพร่หลายโดยเฉพาะขนาด A4 ซึ่งมีขนาด 210 x 297 มิลลิเมตร เป็นขนาดของกระดาษถ่ายเอกสารที่ใช้กันมาก กระดาษหัวจดหมาย หนังสือ นิตยสาร ฯลฯ และถ้านำกระดาษขนาด A4 ที่มีน้ำหนักเท่ากับ 80 กรัมต่อตารางเมตร กระดาษมาชั่งจะมีน้ำหนักอยู่ที่ 5 กรัมพอดี ทำให้ผู้ใช้สะดวกในการหาน้ำหนักของกองกระดาษดังกล่าวโดยใช้วิธีนับจำนวนแผ่น |
| 2A |
1189 x 1682 mm. |
46.81 x 66.22 in. |
| A0 |
841 x 1189 mm. |
33.11 x 46.81 in. |
| A1 |
594 x 841 mm. |
23.39 x 33.11 in. |
| A2 |
420 x 594 mm. |
16.54 x 23.39 in. |
| A3 |
297 x 420 mm. |
11.69 x 16.54 in. |
| A4 |
210 x 297 mm. |
8.27 x 11.69 in. |
| A5 |
148 x 210 mm. |
5.83 x 8.27 in. |
| A6 |
105 x 148 mm. |
4.13 x 5.83 in. |
| A7 |
74 x 105 mm. |
2.91 x 4.13 in. |
| A8 |
52 x 74 mm. |
2.05 x 2.91 in. |
| A9 |
37 x 52 mm. |
1.46 x 2.05 in. |
| A10 |
26 x 37 mm. |
1.02 x 1.46 in. |
|
มาตรฐานรหัสชุด B
มาตรฐานรหัสชุด B นี้จะเป็นที่คุ้นเคยน้อยกว่ารหัสชุด A วิธีการกำหนดขนาดในรหัสชุดนี้เริ่มโดยให้รหัส B1 มีขนาดอยู่ระหว่าง A0 กับ A1 และให้มีระยะด้านสูงเท่ากับ 1 เมตร ทำให้ด้านกว้างเท่ากับ 0.707 เมตร (มาจากข้อกำหนด ความสูงหารความกว้างเท่ากับสแควร์รูทของสอง) ดังนั้น ขนาดของรหัสชุด B จะมีด้านใดด้านหนึ่ง เป็นครึ่งหนึ่ง หรือหนึ่งในสี่ หรือหนึ่งในแปดของ 1 เมตรไปเรื่อย ๆ งานที่นิยมใช้มาตรฐานรหัสชุดนี้คืองานโปสเตอร์ หนังสือ (ใช้ B5) พาสปอร์ต ซองเอกสาร |
| B0 |
1000 x 1414 mm. |
39.37 x 55.67 in. |
| B1 |
707 x 1000 mm. |
27.83 x 39.37 in. |
| B2 |
500 x 707 mm. |
19.68 x 27.83 in. |
| B3 |
353 x 500 mm. |
13.90 x 19.68 in. |
| B4 |
250 x 353 mm. |
9.84 x 13.90 in. |
| B5 |
176 x 250 mm. |
6.93 x 9.84 in. |
| B6 |
125 x 176 mm. |
4.92 x 6.93 in. |
| B7 |
88 x 125 mm. |
3.46 x 4.92 in. |
| B8 |
62 x 88 mm. |
2.44 x 3.46 in. |
| B9 |
44 x 62 mm. |
1.73 x 2.44 in. |
| B10 |
31 x 44 mm. |
1.22 x 1.73 in. |
|
มาตรฐานรหัสชุด C
รหัสชุดนี้มีไว้ใช้กำหนดขนาดของซองใส่เอกสาร ที่เลขเดียวกัน รหัสของ C จะใหญ่กว่าของ A แต่เล็กกว่าของ B ดังนั้น กระดาษจดหมาย A4 จะสามารถใส่ลงในซองขนาด C4 และซองขนาด C4 ก็จะใส่ลงในซอง B4 ได้พอเหมาะ |
| C0 |
917 x 1297 mm. |
36.10 x 51.06 in. |
| C1 |
648 x 917 mm. |
25.51 x 36.10 in. |
| C2 |
458 x 648 mm. |
18.03 x 25.51 in. |
| C3 |
324 x 458 mm. |
12.76 x 18.03 in. |
| C4 |
229 x 324 mm. |
9.02 x 12.76 in. |
| C5 |
162 x 229 mm. |
6.38 x 9.02 in. |
| C6 |
114 x 162 mm. |
4.49 x 6.38 in. |
| C7 |
81 x 114 mm. |
3.19 x 4.49 in. |
| C8 |
57 x 81 mm. |
2.24 x 3.19 in. |
| C9 |
40 x 57 mm. |
1.57 x 2.24 in. |
| C10 |
28 x 40 mm. |
1.10 x 1.57 in. |
|
| ขนาดมาตรฐานของกระดาษแบบแผ่น |
ผู้ผลิตและจำหน่ายกระดาษขนาดใหญ่สำหรับใช้ในโรงพิมพ์จะมีการบรรจุกระดาษเป็น ห่อจำนวนขึ้นอยู่กับความหนาของกระดาษ รวมกันแล้ว 500 แผ่นซึ่งเรียกว่า 1 รีม และมีการจัดขนาดของกระดาษเป็นมาตรฐานดังนี้
ขนาด 31 x 43 นิ้ว
ขนาด 35 x 43 นิ้ว
ขนาด 28 x 40 นิ้ว
ขนาด 25 x 36 นิ้ว
ขนาด 24 x 35 นิ้ว
(นอกจากนี้ยังมีกระดาษบางประเภทซึ่งมีขนาดบรรจุสำหรับจำหน่ายต่างไปจากที่กล่าวมาแล้วนี้)
ในการพิมพ์สิ่งพิมพ์บรรจุภัณฑ์มักใช้ขนาด 31 x 43 นิ้ว, 35 x 43 นิ้วและ 28 x 40 นิ้ว ส่วนการพิมพ์สิ่งพิมพ์ทั่วไปรวมถึงหนังสือต่างๆ มักใช้ขนาด 31 x 43 นิ้ว, 25 x 36 นิ้ว และ 24 x 35 นิ้ว (ขนาด 31 x 43 นิ้ว เป็นขนาดที่จัดสำหรับมาตรฐานรหัสชุด B ซึ่งใหญ่กว่าขนาด B1 เล็กน้อยเพื่อเผื่อไว้สำหรับขบวนการพิมพ์ ส่วนขนาด 25 x 36 นิ้ว และ 24 x 35 นิ้ว เป็นขนาดที่จัดสำหรับมาตรฐานรหัสชุด A ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า A1 เล็กน้อย) อนึ่งกระดาษแต่ละชนิดแต่ละน้ำหนักอาจไม่มีขนาดจำหน่ายครบตามขนาดมาตรฐานที่ ระบุไว้ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตและผู้จำหน่ายแต่ละราย |
| ขนาดพิมพ์ |
เครื่องพิมพ์ในระบบออฟเซ็ทแบบป้อนแผ่นมีขนาดต่าง ๆ กัน ซึ่งยังผลให้ต้องตัดเจียนกระดาษที่สั่งซื้อมาให้เหมาะเครื่องพิมพ์แต่ละ เครื่องก่อนที่จะนำมาพิมพ์งาน ขนาดของเครื่องพิมพ์จะเรียกตามขนาดกระดาษที่ใหญ่ที่สุดที่สามารถเข้าเครื่อง ได้ ซึ่งแบ่งได้ดังนี้
| ขนาดตัดหนึ่ง |
พิมพ์กระดาษได้ใหญ่สุด 35 x 49 นิ้ว |
| ขนาดตัดสอง |
พิมพ์กระดาษได้ใหญ่สุด 25 x 36 นิ้ว |
| ขนาดตัดสองพิเศษ |
พิมพ์กระดาษได้ใหญ่สุด 28 x 41 นิ้ว |
| ขนาดตัดสาม |
พิมพ์กระดาษได้ใหญ่สุด 21 x 31 นิ้ว |
| ขนาดตัดสี่ |
พิมพ์กระดาษได้ใหญ่สุด 18 x 25.5 นิ้ว |
| ขนาดตัดสี่พิเศษ |
พิมพ์กระดาษได้ใหญ่สุด 21 x 28 นิ้ว |
นอกจากนี้ยังมีเครื่องพิมพ์ขนาดเล็ก คือ ขนาดตัดห้า ขนาดตัดแปด ขนาดตัดสิบเอ็ด หรือเล็กกว่านั้น
เครื่องพิมพ์ในระบบออฟเซ็ทแบบป้อนม้วนจะวัดขนาดด้วยข้อจำกัดของเส้นรอบวงของ โมลพิมพ์ โดยมีขนาดด้านเข้าเครื่องตายตัว ส่วนด้านขวางเครื่องสามารถปรับความกว้างได้ ส่วนใหญ่เครื่องพิมพ์ที่มีอยู่จะมีขนาดด้านเข้าเครื่องจะมี 21 นิ้ว กับ 24 นิ้ว
ในการออกแบบสิ่งพิมพ์ ให้คำนึงถึงชิ้นงานเทียบกับแผ่นพิมพ์เพื่อเป็นการประหยัดและไม่ให้เกิดการ เสียเศษกระดาษ สำหรับการพิมพ์บนเครื่องพิมพ์แบบป้อนแผ่น ให้นำชิ้นงานมาวางลงในกระดาษขนาดพิมพ์ซึ่งถูกตัดแบ่งมาจากขนาดมาตรฐานต่าง ๆ (เช่น กระดาษขนาด 31 x 43 นิ้ว เข้าเครื่องตัดสี่ ต้องแบ่งสี่ส่วนได้แผ่นพิมพ์ขนาด 15.5 x 21.5 นิ้ว) ว่ามีการเสียเศษมากน้อยเพียงใด แต่ทั้งนี้ต้องไม่วางชิดจนเกินไป ให้มีการเว้นช่องว่างระหว่างชิ้นงานไม่ต่ำกว่า 5 มิลลิเมตร และเว้นระยะห่างของชิ้นงานจากขอบกระดาษด้านยาวด้านหนึ่งไม่ต่ำกว่า 20 มิลลิเมตร ส่วนด้านที่เหลือไม่ต่ำกว่า 5 มิลลิเมตร |
| |
| |
| ที่มา : http://www.supremeprint.net/ |